ประวัติ

ประวัติความเป็นมา Thailand Quality Prize

ส.ส.ท. ริเริ่มให้มีการจัดงานประกวด การนำเสนอผลงาน QC Circle ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา ภายใต้ชื่อ “งานมหกรรม QC Circle” ซึ่งได้รับความสนใจจากสมาชิก QCC ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก จนต่อมา ส.ส.ท. พิจารณาเห็นว่าการจัดงานเสนอผลงาน QC Circle ในรูปแบบเดิม มีหลายหน่วยงานจัดงานในรูปแบบเดียวกันนี้ คณะอนุกรรมการโครงการคิวซี ปี พ.ศ. 2531-2532 โดย ผศ.บัญญัติ สุรการวิทย์ เป็นประธาน และกรรมการ ได้แก่ คุณยุทธ์ (นพ-พร) พยัฆวิเชียร, ดร.นพกร (ประวิทย์) จงวิศาล และคุณเก่งกาจ งามขจรวิวัฒน์ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการ การจัดเสนอผลงาน QC Circle ในรูปแบบใหม่ โดยทั้ง 4 ท่าน เห็นพ้องต้องกันว่า ส.ส.ท. เป็นองค์กรที่มีความพร้อม ทั้งด้านกำลังทรัพย์ (มีงบสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมบางส่วน จากประเทศญี่ปุ่น) ด้านการจัดการ และความพร้อมของบุคลากร จึงไม่ยากที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเสนอผลงาน QC Circle ของประเทศไทย ประกอบกับประสบการณ์จากการดำเนินงานมาหลายปี ก็พิจารณาเห็นว่า หลายองค์กรที่มีการทำกิจกรรม QC Circle มาอย่างต่อเนื่อง น่าจะมีประสบการณ์และความสามารถค่อนข้างสูง ถ้าแข่งขันกับกลุ่มกิจกรรมที่เพิ่งทำเป็นเรื่องแรก หรือเรื่องที่สอง ความได้เปรียบของกลุ่มที่ทำมานานแล้วคงมีมากกว่า ดังนั้นกลุ่มที่เก่ง และดีเด่นจากหลายหน่วยงาน ควรมีเวทีการแข่งขันเฉพาะกลุ่ม จึงเป็นที่มาของ QC Prize โดยกลุ่มที่จะได้รับ QC Prize ต้องเป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรม QC Circle อย่างต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 เรื่อง โดยมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการตรวจ คัดเลือกอย่างเข้มงวด 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกจากเอกสารสรุปกิจกรรมของกลุ่มที่ส่งเข้ามา

ขั้นตอนที่ 2 กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนที่ 1 จะต้องมาเสนอผลงาน QC Circle ให้คณะกรรมการพิจารณา

ขั้นตอนที่ 3 กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกจากขั้นตอนที่ 2 ผู้แทนคณะกรรมการฯ จะทำการตรวจผลงาน ณ สถานปฏิบัติงานโดยการ


3.1 สัมภาษณ์ผู้บริหารเกี่ยวกับ โครงสร้างการบริหาร QCC, นโยบาย, แผนการฝึกอบรม,การประชาสัมพันธ์, การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร และแนวทางการพัฒนา QCC

3.2 สัมภาษณ์กลุ่ม QC เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม การนำมาตรฐานไปปฏิบัติ การรักษามาตรฐานความต่อเนื่องของการดำเนินการ ความสอดคล้องกับความเป็นจริงตามที่เสนอ และการปฏิบัติงานของกลุ่ม


ซึ่งกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าว จะได้รับเชิญเข้าร่วมเสนอผลงาน QCC เพื่อชิงชนะเลิศ และรับ QC Prize ในงานประกาศผล QC Prize ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยกลุ่มที่สามารถร่วมเสนอผลงาน ในวันประกาศผล QC Prize นั้น ถือเป็นโอกาสอันดีของสมาชิกกลุ่ม QC ที่จะได้แสดงความสามารถของตนต่อสาธารณชน และยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างกลุ่ม QC ด้วยกันได้อีกด้วย


ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 โครงการคิวซี เปลี่ยนชื่อเป็น โครงการส่งเสริมคุณภาพ เพื่อให้เหมาะสมกับขอบข่ายของงานด้านคุณภาพ และการมาตรฐานต่าง ๆ โดยมีคณะที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ คุณรัตนาภรณ์ จึงสงวนสิทธิ์, คุณถาวร ชลัษเฐียร และอาจารย์เจริญ สุนทราวาณิชย์ ซึ่งทั้ง 3 ท่าน ได้ให้คำปรึกษาร่วมกับ ดร.นพกร จงวิศาล ประธานโครงการส่งเสริมคุณภาพ ทบทวนถึงวัตถุประสงค์ของการมอบ QC Prize เมื่อครั้งก่อนของคณะผู้ก่อตั้งรางวัล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะมอบ TROPHY QC Prize ให้แก่กลุ่มที่ได้รับ QC Prize มาแล้ว 3 ครั้ง ภายในเวลา 5 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นให้กลุ่ม QC ที่เคยได้รับ QC Prize ไปแล้วดำเนินกิจกรรม QC Circle ต่อไป อย่างต่อเนื่อง


และจากประสบการณ์การมอบ QC Prize ให้แก่กลุ่มดีเด่นมาถึง 7 ปี จะสังเกตเห็นว่า หน่วยงานที่ได้รับ QC Prize เสมอ ๆ มักเป็นหน่วยงานที่มาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากผู้บริหารหน่วยงานเท่านั้น ส่วนหน่วยงานเล็ก ๆ และบริษัทใหม่ ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำ QC Circle ก็ควรจะมีโอกาสที่จะได้แข่งขัน หรือได้เผยแพร่ความสามารถด้วย คณะที่ปรึกษาโครงการฯ จึงเห็นสมควรให้เพิ่มรางวัล Junior QC Prize ขึ้นอีก 1 รางวัล เพื่อมอบให้แก่กลุ่มที่ทำ QC Circle มายังไม่ถึง 5 เรื่อง ซึ่งกลุ่ม QC ที่สามารถรับ Junior QC Prize ได้ ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดถึง 3 ขั้นตอนเหมือนกับการคัดเลือก QC Prize เช่นกัน


อนึ่ง จากการไปตรวจผลงานกลุ่ม QC ณ สถานปฏิบัติการจริง พบว่าผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมผลักดันให้ QC Circle นั้นดำเนินไปได้อย่างไม่มีอุปสรรคนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มที่ดำเนินการ QCC ส.ส.ท. จึงเพิ่มรางวัลอันทรงเกียรติ ประเภทบุคคล เพื่อประกาศเกียรติคุณขึ้นมาอีก 2 รางวัลคือ TQC Promoter Award และ QC Facilitator Award ให้แก่ผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมและผลักดัน QCC และ TQC ให้แพร่หลายในเมืองไทย และรางวัลประเภทองค์กรอีก 1 รางวัลคือ TPA Quality Prize


ในปี พ.ศ. 2541 โครงการส่งเสริมคุณภาพ เปลี่ยนชื่อเป็น กลุ่มวิชาส่งเสริมคุณภาพ และมาตรฐาน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ ส.ส.ท. และของประเทศ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมทางด้านการมาตรฐานเพิ่มมากยิ่งขึ้น และริเริ่มให้จัดงาน Quality Week ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งงานประกาศผล QC Prize และ Junior QC Prize จัดอยู่ภายใต้งานนี้ ตลอดจนในงานประกาศผล QC Prize ครั้งที่ 11 นี้ คณะกรรมการอำนวยการ พิจารณาเห็นว่าควรเปลี่ยนรูปแบบงานในวันประกาศผล QC Prize ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ จึงได้เพิ่มขั้นตอนพิจารณาอีกขั้นตอนคือ กลุ่มที่เข้าร่วมเสนอผลงานในวันประกาศผล QC Prize จะต้องแข่งขันชิงชนะเลิศ เพื่อรับรางวัล QC Prize ดีเด่น ตามแนวทางที่เป็นมาตรฐานดังนี้

    1. เปลี่ยนชื่อรางวัลจาก QC Promoter Award เป็น QC Promoter Award for Top Management

    2. ชะลอรางวัล TPA Quality Prize และหาแนวทางในการพิจารณาที่เหมาะสมต่อไป

    3. TQC Promoter Award ให้ยกเลิกไปก่อน เพื่อตั้งชื่อใหม่ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน


จนต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ส.ส.ท. เล็งเห็นว่า QCC เป็นรากฐานที่สำคัญของการบริหารระบบคุณภาพขององค์กร ซึ่งถือเป็นรากฐานในการที่จะพัฒนาสู่ระบบคุณภาพอื่น ๆ รวมทั้ง เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน สร้างให้เกิดกระบวนการทางด้านความคิดในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหา และเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบกับ QCC มีการนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาพอสมควร จึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรเปลี่ยนชื่องานเป็น “Thailand Quality Prize” นับแต่นั้นเป็นต้นมา จนปี พ.ศ. 2548 ส.ส.ท. เห็นถึงความสำคัญของธุรกิจบริการที่นับวัน ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิต ประจำวัน มากขึ้น และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรและคุณภาพในงานบริการ จึงมีความสำคัญเช่นกัน ประกอบกับ ส.ส.ท. มีความพยายามสนับสนุนกิจกรรม QC Circle ในธุรกิจบริการมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ดังนั้น ส.ส.ท. จึงริเริ่มให้มีการเพิ่มรางวัล QCC ประเภทงานบริการ ขึ้นมาอีกหนึ่งรางวัล เพื่อเป็นการสนับสนุน และเป็นเวทีให้เกิดการยกระดับคุณภาพในงานบริการให้สูงยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งเพิ่มและปรับปรุงระดับรางวัลเป็น 3 ระดับ คือ Diamond, Golden และ Silver พร้อมกันนี้ กลุ่มที่ได้รับรางวัล Diamond ในประเภทต่าง ๆ จะได้รับทุนสนับสนุนการไปทัศนศึกษาดูงานด้าน QCC ณ ประเทศต่าง ๆ ที่ ส.ส.ท. จัดขึ้นทุกปี


ปี พ.ศ. 2552 พิจารณาเพิ่มรางวัลอีก 2 รางวัล คือ New Born QCC Prize (เพื่อเป็นการสนับสนุนกลุ่ม QC ที่เพิ่งเริ่มทำในองค์กรขนาดกลางและเล็ก และยังไม่เคยส่งผลงานเข้าร่วมประกวด ส.ส.ท.) และ Task Achieving QCC Prize (เพื่อเป็นการสนับสนุนกลุ่ม QC ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจของสถานประกอบการ ประกอบด้วยพนักงานระดับบริหารจากหลายหน่วยงาน โดยจะเน้นนโยบาย วัตถุประสงค์ และมีเป้าหมายของผู้บริหารอย่างชัดเจนในการมอบหมายให้ปฏิบัติสำหรับงานในอนาคต หรือก้าวกระโดดจากสถาพปัจจุบัน) และได้ปรับปรุงระดับรางวัลเป็น 4 ระดับ คือ Diamond, Golden, Silver และ Bronze


ปี พ.ศ. 2554 คณะกรรมการได้แบ่งประเภทรางวัลตามเนื้อหาหลักของกิจกรรมได้เป็น 3 ประเภท

1. กิจกรรมกลุ่มด้านการผลิต (Manufacturing QCC Prize) แบ่งตามระดับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมได้ 3 ระดับ คือ

    Manufacturing QCC Prize

    Junior Manufacturing QCC Prize

    New Born Manufacturing QCC Prize

2. กิจกรรมกลุ่มด้านงานบริการและงานสนับสุน (Service QCC Prize)

    Support Service QCC Prize

    Business for Service QCC Prize

    Office Service QCC Prize

3. กิจกรรมกลุ่มด้านการบริหารข้ามสายงาน หรือด้านนโยบายสู่นวัตกรรม (Task Achieving QCC Prize)

จุดประสงค์ของ QCC

QC Circle หมายถึง กลุ่มคนขนาดเล็ก ประมาณ 3-10 คนที่อยู่ในสายงานเดียวกัน มารวมตัวกันอย่างอิสระ เพื่อปฏิบัติกิจกรรมในด้านการ

พัฒนาและ ปรับปรุงคุณภาพงาน โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และมีการควบคุมในการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง

  • ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมงาน และภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น โดยให้เกิดการพัฒนาตนเองเป็นลำดับต่อไป
  • ให้ทุกคนจนถึงพนักงานปลายแถว ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มขวัญ กำลังใจและควบคุมคุณภาพขั้นตอนทั่วทั้งสถานที่ปฏิบัติงานโดยการอาศัยกิจกรรมกลุ่มคุณภาพเป็นสื่อกลางอีกทั้งเพื่อเพิ่มพูนความสำนึกในเรื่องคุณภาพปัญหาในงานและแก้ไขปรับปรุงงาน
  • ให้กิจกรรมควบคุมคุณภาพทั่วทั้งวิสาหกิจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยดำเนินกิจกรรมกลุ่มคุณภาพในลักษณะเป็นหัว(ใจกลาง) ณ สถานที่ปฏิบัติงานนั้นๆ

ทำไมต้องทำ QCC

* พื้นฐานความต้องการของมนุษย์ จากทฤษฎีแรงจูงใจการทำงานของ Maslow พบว่ามนุษย์ ต้องการทำงานด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ใช่เพื่อเงินหรือปัจจัย 4 แต่เพียงอย่างเดียวแต่ต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย การมีส่วนร่วม เกียรติยศ และความสำเร็จ

* สนองการบริหารแบบมีส่วนร่วม การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมนี้ ปัจจุบันถือว่าเป็นการบริหารที่ดี และเหมาะสมที่สุดกับคุณสมบัติของมนุษย์ ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะการบริหารในอดีตแบบเผด็จการ

(Dictatorship หรือ Top-Down Management) รวมทั้งการควบคุมคุณภาพแบบตะวันตกนั้น ถึงแม้จะทำให้เกิดผลงาน แต่ส่งผลเสียออกมามากมาย ตัวอย่างผลเสียหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหาร ดังกล่าวมีดังนี้

    1.ขาดความสัมพันธ์ หรือการแตกแยกสามัคคีระหว่าง / หัวหน้างานและลูกน้อง /หน่วยงานต่อหน่วยงาน (ขาดทีมงานและขาดเป้าหมายขององค์การร่วมกัน)

    2.การควบคุมคุณภาพจำกัดอยู่เฉพาะบางงานเท่านั้น เช่น ผลิตภัณฑ์ หรือบัญชี ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอ

    3.พนักงานขาดจิตสำนึกถึงคุณภาพที่ตนเองรับผิดชอบ และขาดจิตสำนึกถึงเรื่องค่าใช้จ่าย และการสูญเสียรวมทั้งความปลอดภัย

    4.ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ ที่จะพัฒนาตนเองและองค์การ

    5.เบื่อ

    6.หน่ายการทำงาน ทำให้มาสาย ขาดงานและเปลี่ยนงานบ่อย

    7.ไม่สามารถแก้ปัญหาหน้างานด้วยตนเอง

    8.กลัวปัญหา

    9.ขาดขวัญในการทำงาน

    10.ปัญหาแรงงานสัมพันธ์

    11.ขาดการเป็นมนุษย์ที่สมศักดิ์ศรี หรือมีคุณค่าน้อย

    12.ขาดการมีส่วนร่วม

    13.ขาดความจงรักภักดีต่อองค์การ

    14.ขาดระเบียบวินัย

    15.การสื่อข้อความไม่ดี

    16.ไม่สามารถใช้หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาให้ทันสมัย และเจริญขึ้น

* ความอยู่รอดของบุคคล และองค์การ

ปัจจุบันการทำธุรกิจ จะต้องมีการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้กับหน่วยงานนั้น สิ่งต่าง ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากบริษัทหรือองค์การใดๆ ไม่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยี (TECHNOLOGY TRANSFER) ใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ก็ยากที่จะอยู่รอดได้เพราะหากคู่แข่งของเราสามารถใช้เทคนิคใหม่ๆ ได้ดีกว่าแน่นอน เขาย่อมมีโอกาสมากกว่ากิจกรรมQC CIRCLE ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบควบคุมคุณภาพของญี่ปุ่นที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถฟันฝ่าอุปสรรค ดังกล่าวมาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ก็เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงงานซึ่งธุรกิจญี่ปุ่นทั่วไปยอมรับแล้วว่าได้ผลดี ประเทศไทยเราถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันพัฒนาคนของเราให้มีความสามารถสูงขึ้น โดยนำระบบควบคุณภาพแบบญี่ปุ่นและกิจกรรม QC CIRCLE เข้ามาใช้ จะได้เป็นการพยุงสถานภาพ ของธุรกิจให้คงอยู่และก้าวหน้าต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวมอีกด้วย


ประโยชน์ของการทำกิจกรรม QCC

* ประโยชน์ของคิวซีสำหรับผู้ทำกิจกรรมพอสรุปได้ดังนี้

    1.มีส่วนร่วมในการทำงานและบริหาร

    2.ยอมรับปัญหาและสามารถแก้ปัญหา

    3.ลดความเบื่อหน่าย

    4.ลดการขัดแย้ง

    5.ลดความลำบากและอุบัติเหตุ

    6.สร้างความเป็นระเบียบและวินัย

    7.พอใจงาน และมีคุณค่ามากขึ้น

    8.มีการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

    9.รู้จักปรับปรุงอยู่เสมอ (พัฒนาตนเอง)

    10.รู้จักวางแผน

    11.สร้างนิสัยประหยัด

    12.สร้างความมั่นคง

    13.มีอนาคตไกล

    14.สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน (ทำงานร่วมกันได้ มนุษยสัมพันธ์สามัคคี)

    15.ได้รับความดีความชอบและรางวัลอื่นๆ

    16.นำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในครอบครัว และชีวิตประจำวันทั่วไป

    17.กล้าแสดงออก

    18.สร้างภาวะผู้นำ

    19.ภูมิใจในความสำเร็จ

* 7 ขั้นตอนการทำ QCC ( 7 ขั้นตอนของ QC STORY)

    1.ค้นหาปัญหาและเลือกหัวข้อ กำหนดเป้าหมาย

    2.สำรวจสภาพปัจจุบัน

    3.วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและวางมาตรการแก้ไข

    4.ลงมือปฏิบัติตามแผนมาตรการแก้ไข

    5.ตรวจสอบผล

    6.กำหนดมาตรฐาน

    7.สรุปผลและวางแผนทำกิจกรรมเรื่องต่อไป

ตราสัญลักษณ์

QCC Logo

ตราสัญลักษณ์ของ Thailand Quality Prize